รีวิวทัวร์รถบัสเกียวโต 2026: เที่ยววันเดียวจากโอซาก้าแบบชิลๆ
ใครแพลนเที่ยวโอซาก้า 3 คืนขึ้นไป ต้องปักหมุดทริปเกียวโตวันเดียว! มาดูกันว่าทัวร์รถบัส Yeohaen Han Geureut จะพาไปฟินกับแลนด์มาร์กไหนบ้าง
กำลังโหลด...
ใครแพลนเที่ยวโอซาก้า 3 คืนขึ้นไป ต้องปักหมุดทริปเกียวโตวันเดียว! มาดูกันว่าทัวร์รถบัส Yeohaen Han Geureut จะพาไปฟินกับแลนด์มาร์กไหนบ้าง

ทริปวันเดย์ทัวร์รอบโอซาก้า
รีวิวทัวร์รถบัสเกียวโตของ Yeohaenghan Geureut
เรื่อง/ภาพ ©Haibubu
ถ้าเพื่อนๆ วางแผนจะเที่ยวโอซาก้า 3 คืนขึ้นไป
ก็คงมีหลายคนที่อยากจัดทริปวันเดย์ทัวร์
ไปเที่ยวเมืองใกล้ๆ ด้วยใช่ไหมล่ะคะ
และแน่นอนว่าเมืองที่น่าไปที่สุดก็คือ เกียวโต นั่นเองค่ะ
แต่จะไปเกียวโตแบบสบายๆ ในวันเดียวต้องไปยังไงดีน้าาา
เพื่อนๆ คงกำลังคิดอยู่ใช่ไหมคะ?
วันนี้เราจะมาเม้าท์มอย รีวิวทัวร์รถบัสเกียวโต
ที่พาไปเที่ยว 4 สถานที่ไฮไลท์ของเกียวโต
ในวันเดียวแบบจัดเต็มกันเลย!

อันดับแรก มาดูเส้นทางทัวร์กันก่อนนะคะ

📌 เส้นทางทัวร์รถบัสเกียวโต
1. อาราชิยามะ
2. วัดคินคะคุจิ (วัดทอง)
3. ฟุชิมิอินาริ (ศาลเจ้าจิ้งจอก)
4. วัดคิโยมิซุเดระ (วัดน้ำใส)
ใช้เวลาเกือบ 10 ชั่วโมงเต็มๆ ตั้งแต่เดินทางไปเกียวโต
จนถึงเที่ยวชมสถานที่ไฮไลท์ทั้ง 4 แห่งนี้เลยค่ะ
และส่วนตัวรู้สึกว่าแต่ละจุดก็จัดเวลาให้ดีงามมาก
มีเวลาพอให้เดินเล่นดื่มด่ำบรรยากาศแบบสบายๆ เลย
(แต่ละจุดใช้เวลา 50 นาที ~ 3 ชั่วโมง)

บอกตามตรงนะว่าทัวร์รถบัสเกียวโตส่วนใหญ่ก็คล้ายๆ กันหมด
เราเลยเน้นดูรีวิวกับจำนวนรีวิวเป็นหลักค่ะ
ซึ่งของ Yeohaenghan Geureut คือ รีวิวเยอะมาก
แล้วก็เป็นรีวิวดีๆ ทั้งนั้น เลยทำให้มั่นใจสุดๆ
แถมเมื่อก่อนตอนไปซัปโปโร ทัวร์บิเอะเราก็ใช้บริการของ Yeohaenghan Geureut มาแล้ว
ไกด์มีความเป็นมืออาชีพมาก ประทับใจสุดๆ เลยค่ะ
ที่สำคัญสุดๆ คือ มีบริการถ่ายรูปให้ฟรีด้วยนะ
พี่ไกด์จะใช้กล้อง Leica ถ่ายรูปให้ที่บางจุด แล้วส่งไฟล์ให้เรา
บอกเลยว่าฟินสุดๆ เป็นข้อดีที่โดนใจเรามาก!
ระหว่างเดินทาง บางทีการถ่ายรูปหมู่ก็ยากกว่าที่คิด
แต่พอมีพี่ไกด์ถ่ายให้ ก็เลยได้เก็บความทรงจำดีๆ แบบชิลล์ๆ เลย
ทัวร์รถบัสเกียวโตของ Yeohaenghan Geureut ที่เราไปมา
เพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้เลยค่ะ

ทัวร์เริ่มรวมตัวกันที่หน้า TsuruTonTan Soemoncho
ระหว่างเวลา 8:40 - 8:50 น. ค่ะ
เดินทางจากสถานี Kintetsu Nippombashi ไปทางเหนือ
ประมาณ 3 นาที จุดนัดพบคือปักหมุดง่ายสุดๆ เลย

พี่ไกด์มาเป๊ะมาก! ตรงเวลา 8:40 น.
พอเช็คชื่อเสร็จ ก็ขึ้นรถบัสตามลำดับได้เลยค่ะ
ไกด์ที่ดูแลเราในวันนั้นคือ พี่อี กุก-วอน
บอกเลยว่าปังไม่ไหว เป็นไกด์ที่ข้อมูลแน่นปึ้ก
เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว และอธิบายได้ดีมากๆ เลยค่ะ
ขับรถกันไปประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที
ก็ถึงจุดแรกคือ อาราชิยามะ ค่ะ
เราแวะพักกันยาวๆ 3 ชั่วโมงเลยนะ
รวมเวลาทานข้าวเที่ยงด้วยนะ


อาราชิยามะ เป็นสถานที่ที่แม่น้ำคัตสึระไหลผ่านตรงกลาง
และมีธรรมชาติที่สวยงามอยู่เบื้องหลัง คือโคตรสวย
สามารถดื่มด่ำกับธรรมชาติแบบเต็มที่ได้เลยค่ะ
และที่สำคัญ! พอลงรถที่ลานจอดรถที่นี่ปุ๊บ
พี่ไกด์ก็ถ่ายรูปเดี่ยวรูปแรกให้เราเลยค่ะ


พอถ่ายรูปเสร็จปุ๊บ เราก็ได้เวลาอิสระกันเลย
และสิ่งแรกที่เราทำคือพุ่งตัวไปกิน '% Arabica' นั่นเอง
เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าคนจะฮิตน้อยลงกว่าเมื่อก่อนแล้วนะ
ตอนสิบโมงเช้าเราเลยรอแค่ประมาณ 5 นาทีก็ได้ดื่มแล้ว ชิลล์มาก!
สั่ง 'Kyoto Latte' มาลอง รสชาติแบบว่าหวานเจี๊ยบ
รู้สึกเหมือนได้เติมน้ำตาลเข้าร่างเต็มๆ!
พอซื้อกาแฟจากร้าน % Arabica แล้ว
เดินออกมาข้างหน้า ถ่ายรูปกับวิวภูเขาและแม่น้ำของอาราชิยามะเป็นแบ็กกราวด์
บอกเลยว่ารูปออกมาสวยปังมาก!


ต่อมา เราก็เดินเล่นตามถนนร้านค้า
แล้วก็เข้าไปสำรวจด้านในสถานีรถไฟ Randen Arashiyama กันต่อ
รถไฟ Randen ที่วิ่งเป็นรถรางก็ดูมีสไตล์สุดๆ
แถม 'Kimono Forest' ด้านในก็แปลกตาดี
แอบถ่ายรูปออกมาก็สวยอยู่นะแก

ถัดมาถึงคิวของไฮไลต์อาราชิยามะ นั่นก็คือป่าไผ่!
เราเลยตรงดิ่งไปที่ Arashiyama Chikurin กันเลยจ้า

วิวทิวทัศน์ของป่าไผ่ที่ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตาก็สวยจับใจ
แถมยังมีรถลากคนวิ่งผ่านไปมาเป็นระยะๆ
เลยได้ฟีลญี่ปุ่นแบบเต็มสิบไม่หักเลยทีเดียว
สำหรับ Chikurin ที่ฉันคิดว่า
เป็นที่ที่ต้องไปโดนให้ได้ มีอยู่สองที่นะ


ที่แรกคือ ศาลเจ้าโนโนมิยะ เลยจ้า
เป็นศาลเจ้าที่ผู้คนนิยมมาขอพรเรื่องโชคลาภ ความรัก และการเรียน
ตั้งอยู่ในป่าไผ่ ทำให้ที่นี่เป็นอีกจุดที่ดูมีเสน่ห์มากๆ
โดยเฉพาะเสาโทริอิไม้ทางเข้าศาลเจ้า
คือมีเอกลักษณ์สุดๆ และเป็นมุมถ่ายรูปที่โคตรดี
อยากให้ทุกคนลองแวะไปเก็บรูปสวยๆ ตรงนี้ดูนะ

ส่วนที่สองคือ ต้องไปดูรางรถไฟตรงกลางที่ รถไฟ JR และรถไฟ Torokko วิ่งผ่านให้ได้เลยนะ
ฟีลเหมือนรางรถไฟอยู่กลางชนบท
เป็นรางรถไฟที่เห็นแล้วนึกถึงญี่ปุ่นเป๊ะๆ
มาถึงแล้วก็ต้องแชะภาพเก็บไว้สักหน่อยแล้วป่ะ!
(ถ้าเวลากำลังดี อาจจะได้เจอรถไฟ Torokko ด้วยนะ)

ขับรถจากอาราชิยามะมาประมาณ 15 นาที
เราก็มาถึงจุดหมายที่สองนั่นคือวัดคินคะคุจิ หรือวัดทองนั่นเอง
เราจะใช้เวลาอยู่ที่วัดคินคะคุจิประมาณ 50 นาทีนะ

ที่วัดคินคะคุจินี้ เราจะต้องซื้อตั๋วเข้าชมเองที่หน้าเคาน์เตอร์ (500 เยน)
แล้วค่อยเข้าไปพร้อมกับไกด์นะ
ตัวบัตรเข้าชมจะมีข้อความอวยพรเรื่องความสงบสุขในครอบครัว โชคลาภ และอื่นๆ เขียนอยู่
เลยทำหน้าที่เหมือนเครื่องรางนำโชค เป็นของที่ระลึกจากเกียวโตที่น่าเก็บไว้เลยแหละ

ที่วัดคินคะคุจิก็เหมือนกันนะ ให้เราถ่ายรูปหมู่กับไกด์ที่ทางเข้าก่อนเลย
แล้วค่อยเดินชมได้ตามสบายเลย
มีสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังนะแก
คือการเข้าชมวัดคินคะคุจิเนี่ย เค้าให้เดินแบบวันเวย์เท่านั้นจ้ะ

ถ้าเดินชมรอบเดียวแบบไม่ได้หยุดพัก ก็จะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที
แต่ถ้าถ่ายรูปไปด้วย เดินดูไปเรื่อยๆ ชิลล์ๆ
คอร์สนี้ก็อาจใช้เวลาถึง 30-35 นาทีได้เลยนะ
เอาจริง ๆ การจะดูซ้ำสองรอบเนี่ยอาจจะยากหน่อยนะ

นี่เราเองก็มาวัดคินคะคุจิเป็นครั้งที่สามแล้วนะ
คือวัดนี้มองกี่ทีก็ยังสวยตะลึงเหมือนเดิมเลยอะ
เขาว่ากันว่าข้างนอกนี่ลงทองคำแท้ ๆ เลยนะ
ค่าบำรุงรักษาก็เลยแพงมหาศาลเลยล่ะ
ถึงแม้เราจะไปวันที่อากาศครึ้ม ๆ นะ
แต่ถ้าได้ไปตอนฟ้าใส ๆ รับรองว่าทองจะเหลืองอร่ามบาดตา
เห็นวัดคินคะคุจิระยิบระยับเลยแหละ ลองเก็บไว้เป็นข้อมูลนะ!

เดินวนรอบวัดคินคะคุจิไปเรื่อย ๆ ก็จะเจอพระพุทธรูปหินตั้งอยู่
แล้วก็จะมีคนโยนเหรียญอยู่เพียบเลยล่ะ
ถ้าโยนเข้าชามตรงกลางได้เนี่ย
เขาว่ากันว่าคำอธิษฐานจะเป็นจริงนะ ลองดูสักตั้งมั้ยล่ะ
พวกเราลองใช้เหรียญ 1 เยนดูก็แล้ว แต่เอาจริง ๆ
เล็งยากกว่าที่คิดเยอะเลยนะ!

ตรงปลายทางเดินชมวัดคินคะคุจิเนี่ย ก็มีมุมให้ขอพรอยู่เหมือนกันนะ
แต่ระฆังเขาเอาเชือกกั้นไว้ ไม่ให้ตีอะดิ
ไกด์เล่าให้ฟังว่า การขอพรที่ศาลเจ้า/วัดของญี่ปุ่นเนี่ย
เขามีวิธีทำบุญ-ขอพรของเขาอยู่ ใครอยากลองสัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นแท้ ๆ
ก็ลองทำตามดูได้เลยนะ!
จากวัดคินคะคุจิ พวกเราก็บึ่งรถต่อไปอีกประมาณ 40 นาที
เพื่อไปคอร์สที่สาม นั่นก็คือ ฟุชิมิ อินาริ
พวกเราใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 70 นาทีนะ
วัดคินคะคุจิกับฟุชิมิ อินาริเนี่ย อยู่คนละฝั่งเมืองเลยนะ
ถ้ามาเองแบบฟรีสไตล์ คงเที่ยวสองที่ในวันเดียวไม่ไหวหรอก
แต่ทัวร์นี่แหละ ที่ทำให้เราไปง่าย ๆ ได้ในวันเดียวสบาย ๆ เลย

ฟุชิมิ อินาริเนี่ย เป็นศาลเจ้าที่บูชาเทพเจ้าอินาริ
ซึ่งสุนัขจิ้งจอกเนี่ยเป็นผู้ส่งสารของท่าน เราเลยจะเห็นรูปปั้นสุนัขจิ้งจอกอยู่ทั่วทุกมุมเลยนะ
คนเกาหลีก็เลยรู้จักกันในชื่อ "ศาลเจ้าจิ้งจอก" ด้วยล่ะ


ที่ฟุชิมิ อินาริโด่งดังเป็นพลุแตกเนี่ยก็เพราะว่า มีเสาโทริอิสีแดงเรียงราย
เหมือนในรูปเลยที่เขาเรียกกันว่า 'เซมบง โทริอิ' นั่นเอง
เหมาะกับการถ่ายรูปสุด ๆ ให้ฟีลญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยนะ
เป็นจุดที่ต้องไปเช็กอินให้ได้สักครั้งในชีวิตอะ
แอบกระซิบว่า ตรงทางเข้าออกคนจะเยอะหน่อยนะ
ลองเดินเข้าไปข้างในอีกนิดนึง จะได้ถ่ายรูปสบาย ๆ
ไม่ค่อยมีคนบังเลยแหละ

ที่ฟุชิมิ อินาริเนี่ย นอกจาก 'เซมบง โทริอิ' แล้ว
แถวร้านค้าก็มีของอร่อย ๆ ให้ฟินได้อีกเพียบเลยนะ
พวกเรามีเวลาเหลืออยู่นิดหน่อย เลยไปจัดทาโกะยากิกับ
สาเก 100 เยน และของอร่อยอื่น ๆ กินไปเพลิน ๆ เลย!
จากฟุชิมิ อินาริ พวกเราก็ขับรถมาอีกประมาณ 15 นาที
มาถึงคอร์สสุดท้ายแล้ว นั่นก็คือ คิโยมิสึเดระ นั่นเอง
ที่นี่มีเวลาให้เดินเล่นประมาณ 100 นาทีนะ

วัดคิโยมิสึเดระเนี่ย พอลงจากลานจอดรถแล้ว ต้องเดินขึ้นเนินสูง ๆ ไปประมาณ 10 นาทีเลยนะ
ทางค่อนข้างชันกว่าที่คิด ก็อาจจะเหนื่อยหน่อยนะ
แต่ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน สองข้างทางก็มีร้านค้าเยอะแยะไปหมด
แวะกินขนมกรุบกริบไปพลาง ๆ
เดี๋ยวก็ถึงวัดคิโยมิสึเดระเองแหละ


วัดคิโยมิสึเดระเนี่ย ค่าเข้าก็ไม่ได้รวมอยู่ในทัวร์นะ
เลยต้องไปซื้อบัตรเข้าชมต่างหาก
ปกติแล้ว บัตรเข้าชมก็จะเป็นรูปวิวสวย ๆ ตามฤดูกาล หรือรูปวิหารหลักของวัดคิโยมิสึเดระ
แต่ตอนที่เราไปเนี่ย
เขากำลังจัดเทศกาล 'เซนนิจิไมริ' อยู่พอดี
ก็เลยได้บัตรเข้าชมแบบพิเศษตามภาพเลย


ถ้าเข้าวัดคิโยมิซุเดระมาแล้ว ก็เดินตามทางไปชมวิหารหลักกับวิวสวยๆ ได้เลยนะ
เดินตามไปเรื่อยๆ ก็จะเจอรูปปั้นสีดำแปลกตาแบบในรูปเลย
เป็นเทพไดโคคุเทน (Daikokuten) หนึ่งในเจ็ดเทพเจ้าแห่งโชคลาภ เขาว่าเป็นเทพที่ช่วยเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพ
โชคลาภ และความเจริญรุ่งเรืองในธุรกิจนะ
ลองอธิษฐานขอพรสั้นๆ หน้าท่านดูสิ เผื่อจะเฮง!


วัดคิโยมิซุเดระเนี่ย ที่เด็ดสุดๆ เลยนะคือวิวทิวทัศน์ที่สวยบาดใจนี่แหละ
ดูรูปทางซ้ายสิ จะเห็นว่ามีคนเพียบเลยที่กำลังถ่ายรูปอยู่ตรงจุดถ่ายรูปยอดฮิต!

คือถ้ามาลองยืนตรงนี้แล้วมองวิวพร้อมกับวิหารหลักนะ
จะเห็นวิวที่สวยงามแบบญี่ปุ่นแท้ๆ เลยแหละ
ถึงแม้จะเป็นหน้าร้อน แต่ทั้งวิวป่าไม้เขียวขจี วิวเมืองด้านหลัง
แถมยังมีวิหารหลักอีก คือมันสวยลงตัวสุดๆ ไปเลยอ่ะ!

บอกเลยนะว่าช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสี ต้นไม้พวกนี้จะ
กลายเป็นสีแดงเพลิงทั้งหมดเลย สวยมากกกก!

พอชมวิวเสร็จแล้วเดินลงมาเรื่อยๆ ก็จะเห็น
แถวยาวเหยียดอยู่ข้างล่างเลย
ตรงนี้คือ น้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) ที่มีน้ำไหลลงมาสามสาย
แต่ละสายเขาว่ากันว่าจะช่วยเรื่องการเรียน สุขภาพ และความรักนะ
ถ้ามีเวลาก็ลองไปเข้าคิวดูสักครั้งก็ได้ แต่ถ้ามาทัวร์เวลาอาจจะไม่เยอะมาก
ก็แนะนำให้แค่เดินดูเฉยๆ แล้วไปต่อดีกว่านะ


พอเดินเที่ยววัดคิโยมิซุเดระจนครบแล้ว ถ้ายังมีเวลาเหลือ
ก็ลองแวะดูถนนนิเนนซากะ (Ninenzaka) ตอนเดินลงมาก็ได้นะ

ถึงจะเป็นแค่ถนนร้านค้าธรรมดาๆ แต่เขามีเรื่องเล่าว่า ถ้าสะดุดล้มบนเนินนี้
จะเจอเรื่องไม่ดีภายใน 2 ปีนะ! เพราะงั้นตอนเดินเที่ยวก็ระวังกันหน่อยนะจ๊ะ!

วันนี้เราก็ได้มาเล่าประสบการณ์ทัวร์รถบัสเกียวโต ที่เหมาะมากๆ
สำหรับใครที่มาเที่ยวโอซาก้าแล้วอยากแวะไปเที่ยวเมืองใกล้ๆ นะ
ถึงแม้จะเที่ยวสถานที่สำคัญ 4 แห่งของเกียวโตได้อย่างสบายๆ ในวันเดียว
แถมราคาก็แค่ประมาณ 900 บาทเท่านั้นเอง ถือว่าคุ้มค่าทั้งโปรแกรมและราคาเลยแหละ

โดยเฉพาะทัวร์ของ 'ยอแฮงฮันกึรึด' (여행한그릇) ที่เราใช้บริการนะ
ไกด์มีความเป็นมืออาชีพและเล่าเรื่องได้ดีมาก แถมยังมีจุดเด่นตรงที่เขาถ่ายรูปที่ระลึกด้วยกล้องโปรให้เราตรงจุดสำคัญๆ ด้วยแหละ
ใครมาเที่ยวโอซาก้า ก็อยากให้ลองไปเที่ยวเกียวโตแบบสบายๆ ด้วยทัวร์แบบเราดูนะ!
ทัวร์รถบัสเกียวโตของ Yeohaeng Hangreut ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง ทัวร์นี้จะเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวสี่แห่ง ได้แก่ อาราชิยามะ, คินคะคุจิ (วัดทอง), ฟุชิมิอินาริ (ศาลเจ้าจิ้งจอก), และวัดคิโยมิซุเดระ
ทัวร์จะเริ่มต้นด้วยการรวมตัวกันที่หน้าร้าน Tsurutontan Soemoncho ระหว่างเวลา 8:40 น. - 8:50 น. จุดนัดพบสามารถเดินทางไปได้สะดวก โดยใช้เวลาเดินประมาณ 3 นาทีทางเหนือจากสถานี Kintetsu Nippombashi
ที่อาราชิยามะ ขอแนะนำให้ดื่ม Kyoto Latte ที่ '% Arabica' (อึงคอฟฟี่) และถ่ายภาพที่ระลึกโดยมีภูเขาและแม่น้ำของอาราชิยามะเป็นฉากหลัง นอกจากนี้ Kimono Forest ภายในสถานี Randen Arashiyama, ศาลเจ้า Nonomiya ในป่าไผ่ (Chikurin) และทางรถไฟที่รถไฟ JR และ Torokko ผ่านไป ก็เป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับการเยี่ยมชมเช่นกัน
ค่าเข้าชมวัดคินคะคุจิคือ 500 เยน และต้องซื้อแยกต่างหาก การเยี่ยมชมวัดคินคะคุจิเป็นแบบทางเดียว โดยใช้เวลา 15-20 นาทีในการเดินรอบหนึ่งครั้ง หรือ 30-35 นาทีหากถ่ายรูปและเดินช้าๆ ดังนั้นอาจเป็นเรื่องยากที่จะเข้าชมสองครั้ง
ฟุชิมิอินาริมีชื่อเสียงจาก 'เซ็นบงโทริอิ' ซึ่งเป็นเสาโทริอิสีแดงนับพันต้นเรียงรายกัน ผู้คนจำนวนมากมักจะรวมตัวกันที่บริเวณทางเข้าและทางออก ดังนั้น หากคุณเดินเข้าไปด้านใน คุณจะสามารถถ่ายภาพที่ระลึกได้อย่างสบายใจมากขึ้น
พบเรื่องราวการเดินทางที่คัดสรรในธีมเดียวกัน

ไปเกียวโตทั้งที ต้องจัดเต็ม! ใครอยากใส่กิโมโนเดินเล่นแถวคิโยมิซุเดระ ถ่ายรูปปังๆ ห้ามพลาดเลยนะ! เรามีทริคจอง ราคาดี และวิธีเลือกชุดสวยมาบอกหมดเปลือก

มาเกียวโตแล้วไม่รู้จะกินอะไร? เราเจอร้านลับ Nikushokudo ที่มีเมนู King Kong Bap ข้าวหน้าเนื้อจานยักษ์สุดปัง! อร่อยฟิน เนื้อนุ่มละลาย แถมราคาน่ารัก พาเด็กๆ มาก็แฮปปี้สุดๆ!

มื้อสุดท้ายที่เกียวโต เราเจอร้านสุกี้ยากี้ Hokuto ใกล้ตลาดนิชิกิและสถานี Karasuma เซ็ตกลางวันคุ้มมาก! เริ่มต้นแค่ประมาณ 300 บาท ได้ครบทั้งเนื้อ ข้าว ซุป ไข่ดิบ ฟินสุดๆ

มาเกียวโตต้องลอง! Malebranche ร้านขนมหวานในห้างทาคาชิมายะที่คนท้องถิ่นต้องต่อคิว แซนวิชครีมสดเนื้อนุ่ม หอมนม ฟินสุดๆ พร้อมแพ็กเกจเก็บความเย็นอย่างดี

ใครมาเกียวโตแล้วไม่ลองกิวคัตสึถือว่าพลาด! วันนี้เราจะพาไปร้านเด็ด Kyoto Gotengo ใกล้ตลาดนิชิกิ ที่เสิร์ฟเนื้อวากิวทอดกรอบนอกนุ่มใน ฟินสุดๆ ต้องลอง!

จะเดินจากวัดคิโยมิซุเดระไปศาลเจ้ายาซากะ? แวะพักที่ SWAY COFFEE ROASTERY คาเฟ่โรสเตอร์รี่เล็กๆ บรรยากาศเงียบสงบ จิบกาแฟเอสเพรสโซ่รสเข้มข้น ชมวิวเกียวโตจากชั้น 2 ที่นี่ไม่รับเงินสดนะ เตรียมบัตรให้พร้อม!