รีวิว Savoy Grill ลอนดอน: ชิมบีฟเวลลิงตัน Gordon Ramsay
รีวิว Savoy Grill ร้านอาหารสุดหรูของเชฟตัวพ่อ Gordon Ramsay ในลอนดอน พาไปชิมเมนูซิกเนเจอร์ บีฟเวลลิงตัน พร้อมทริคจองโต๊ะและสั่งอาหารให้คุ้มที่สุด!


ไปลอนดอนทั้งที ถ้าไม่ได้ลองชิมฝีมือเชฟตัวพ่อระดับตำนานอย่าง Gordon Ramsay ก็เหมือนมาไม่ถึงใช่ไหมคะ!
หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าในลอนดอนมีร้านอาหารของกอร์ดอน แรมซีย์ อยู่หลายร้านเลยค่ะ วันนี้เราลิสต์มาให้ดูกันก่อน:
Restaurant Gordon Ramsay
(ร้านแรกของเขา อยู่ย่าน Chelsea ดีกรีมิชลิน 3 ดาว ราคาแรงสุดๆ)
และย่านใกล้ๆ Covent Garden อีก 5 ร้าน:
- Heddon Street Kitchen
- Restaurant 1890
- The River Restaurant
- Gordon Ramsay Street Burger
- Savoy Grill
รวมทั้งหมดเป็น 6 ร้านเด็ดที่ต้องไปตามรอยค่ะ!
สำหรับ 5 ร้านหลังจะอยู่ใกล้ๆ ย่าน Covent Garden และ National Gallery เลยค่ะ
แนะนำให้จัดแพลนเที่ยวแบบชิคๆ ไปเดินเล่นชมงานศิลปะที่แกลเลอรี ช้อปปิ้งต่อที่ Covent Garden
แล้วแวะมาทานมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นต่อได้เลยค่ะ ฟลอร์แพลนดีสุดๆ!

ส่วนเราในทริปนี้ ตกลงปลงใจเลือกไปฟินที่ Savoy Grill
เพราะขึ้นชื่อเรื่องเมนูซิกเนเจอร์อย่าง "บีฟเวลลิงตัน" มากที่สุดค่ะ
จริงๆ ร้าน Restaurant Gordon Ramsay ย่าน Chelsea แพงหูฉี่มากกก
ส่วน Restaurant 1890 และ The River Restaurant ก็ต้องมีงบเริ่มต้นอย่างต่ำคนละประมาณ 4,300 บาท เลยค่ะ!
ขณะที่ Heddon Street Kitchen แม้เมนูจะหลากหลายและราคาเฉลี่ยดูน่ารักกว่า
แต่ถ้าเทียบเฉพาะเมนูบีฟเวลลิงตันตัวท็อปแล้ว ที่ Savoy Grill ถือว่าคุ้มค่าและราคาดีที่สุดค่ะ
เราเลยเลือกจองที่นี่แบบไม่ลังเลเลย!


เราจองผ่านแอป OpenTable ล่วงหน้าประมาณ 1 สัปดาห์ค่ะ
คิวค่อนข้างโล่งจองง่ายมาก (ฟีลคล้ายๆ แอป Chope หรือ Hungry Hub บ้านเราเลย)
แต่พอไปถึงร้านจริงๆ คนแน่นเอี๊ยดเลยนะ แนะนำว่ายังไงก็ควรจองไปก่อนดีที่สุด จะได้ไม่ต้องยืนรอให้เสียเวลาเที่ยวจ้า
📍 Savoy Grill
100 Strand, London WC2R 0EZ United Kingdom


พิกัดร้านตั้งอยู่ใน Savoy Hotel โรงแรมระดับ 5 ดาวสุดหรูของลอนดอน
เดินเข้ามาข้างในตัวโรงแรมลึกๆ ได้เลยค่ะ

พอเดินผ่านประตูใหญ่เข้ามาปุ๊บ ร้านจะอยู่ฝั่งซ้ายมือของล็อบบี้เลยค่ะ
ตอนเราไปถึงก่อนเวลาตั้ง 40 นาที เลยได้นั่งเล่นรอที่โซฟาตรงล็อบบี้ประมาณ 5 นาที พนักงานก็เรียกเข้าไปนั่งโต๊ะแล้วค่ะ


ระหว่างนั่งรอ แอบสำรวจรอบๆ ล็อบบี้คือหรูหราหมาเห่าสมมง 5 ดาวมากๆ
ลองกดเสิร์ชราคาห้องพักเล่นๆ คืนละกว่า 21,400 บาท เลยทีเดียว! (ขอนั่งสูดความรวยแป๊บนึงนะ 555)

ที่ห้ามพลาดเลยคือ "ห้องน้ำ" ค่ะทุกคน! ห้องน้ำไม่ได้อยู่ในร้านอาหารนะ
ต้องเดินลงบันไดตรงนี้ไปที่ชั้นใต้ดินของโรงแรม
บอกเลยว่านี่คือห้องน้ำที่อลังการที่สุดในชีวิตที่เคยเข้ามาราวกับพระราชวังเลยค่ะ!
เกรงใจไม่กล้าถ่ายรูปมา แต่ข้างในกว้างขวางมาก มีรูปภาพคลาสสิกแขวนอยู่
มีผ้าเช็ดมือผืนเล็กๆ จัดเตรียมไว้ให้อย่างดี สะอาดสะอ้านและไม่มีกลิ่นอับเลยค่ะ
ใครเคยไปอังกฤษจะรู้ว่าหาห้องน้ำสะอาดๆ ยากมากกก ที่นี่คือสวรรค์!
ไม่ได้โม้นะ แต่อยากเดินกลับลงไปเข้าห้องน้ำอีกรอบเลยจริงๆ 555


เราไปช่วงวันธรรมดา ตอนบ่ายโมงตรง คนเยอะคึกคักมากค่ะ
โต๊ะตรงกลางโถงจะเป็นโต๊ะกลม ส่วนพวกเราได้นั่งโต๊ะสี่เหลี่ยมติดริมผนัง
ลูกค้าส่วนใหญ่มากันเป็นครอบครัว ไม่ก็คู่รักมาเดทกันค่ะ

แม้จะเป็นห้องอาหารในโรงแรมหรู แต่บรรยากาศไม่ได้เงียบเกร็งจนอึดอัดนะคะ เสียงคุยกำลังดี ฟีลสบายๆ
สำหรับดรสโค้ด (Dress Code) ก็ไม่ได้สติ๊กมาก แค่แต่งตัวสุภาพ
เลี่ยงพวกชุดกีฬาหรือกางเกงวอร์มก็พอค่ะ แต่งตัวสวยๆ หล่อๆ มาถ่ายรูปเช็คอินกันได้เลย!

ที่ Savoy Grill เมนูเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เยอะมากกก
มีทั้งไวน์แดง ไวน์ขาว พอร์ตไวน์ วิสกี้ และค็อกเทลจากหลากหลายประเทศทั่วโลกเลยค่ะ

💡 ทริคสำคัญสำหรับคนไปเที่ยวอังกฤษ!
พอเรานั่งโต๊ะปุ๊บ พนักงานจะถามทันทีว่าจะรับน้ำเปล่าไหม? ขอบอกว่าน้ำเปล่าที่นี่คิดเงินนะคะ
แนะนำให้สั่งเป็นเครื่องดื่มหรือไวน์ไปเลยคุ้มกว่าค่ะ คนโลคอลที่นี่ก็นิยมสั่งเครื่องดื่มทันทีที่นั่งโต๊ะเหมือนกัน







เราเลือกสั่งเป็น Weekday Lunch Course ค่ะ
(ให้บริการวันธรรมดา เวลา 12:00 - 17:30 น.)
โดยเราเลือกเมนคอร์สเป็น Beef Wellington ซึ่งจะต้องบวกเพิ่มคนละ 25 ปอนด์ค่ะ
จริงๆ สามารถสั่ง Beef Wellington แบบจานเดี่ยว (A la carte) ได้เหมือนกันนะ
แต่สั่งเป็นเซ็ตกลางวันแบบนี้คุ้มค่ากว่าเยอะเลยค่ะ!
ช่วงกลางวันราคาจะน่ารักกว่ามื้อเย็น แนะนำให้มาช่วงเที่ยงๆ บ่ายๆ ดีต่อกระเป๋าตังค์ที่สุดค่ะ
เนื่องจากเมนูเครื่องดื่มเยอะมาก เราเลยเก็บบรรยากาศเมนูไวน์แบบแก้วมาฝากแทนนะคะ


แก้วซ้ายคือไวน์แดงฝรั่งเศส Diane de Belgrave ปี 2015
ซึ่งเป็น Second Wine ของ Chateau Belgrave ค่ะ
รสชาติดีงามมากกก กลิ่นผลไม้ชัดเจน บาลานซ์ดีสุดๆ ไม่มีรสไหนโดดออกมาเลยค่ะ
สามีที่เป็นคอไวน์บอกเลยว่านี่คือไวน์ที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยดื่มมาเลยค่ะ! ปลื้มปริ่มมาก
ส่วนเราช่วงนั้นทานยาอยู่ เลยสั่งเป็นน้ำแครนเบอร์รี่เปรี้ยวหวานสดชื่นมาดื่มแทนค่ะ

ขนมปังออเดิร์ฟเสิร์ฟมาร้อนๆ ด้านนอกกรอบแข็งสไตล์ยุโรป
แต่ด้านในเหนียวนุ่มเคี้ยวเพลิน ทากับเนยคือดีงามค่ะ


สำหรับสตาร์ทเตอร์ เราเลือก Smoked Salmon ค่ะ
เสิร์ฟมาพร้อมบีทรูทตกแต่งด้านบนอย่างประณีต แต่ส่วนตัวแอบรู้สึกว่ารสเค็มนำไปนิดนึง
แนะนำให้ทานคู่กับซอสสีขาวที่เคียงมาในจาน จะช่วยชูรสชาติให้กลมกล่อมขึ้นเยอะเลยค่ะ


ของสามีสั่งเป็น Steak Tartare
เสิร์ฟมาพร้อมกับแผ่นมันฝรั่งทอดโรยผงทรัฟเฟิลหอมๆ
รสชาติคล้ายๆ ยุกฮเว (เนื้อดิบสไตล์เกาหลี) หรือก้อยเนื้อบ้านเราเลยค่ะ
แต่มีความละมุน สดชื่น และปรุงรสมาได้กลมกล่อมลงตัวมากๆ ทานคู่กับมันฝรั่งทอดคือเข้ากันสุดๆ
จานนี้เทใจให้เลยค่ะ แนะนำให้สั่งสตาร์ทเตอร์ตัวนี้เลยจ้า!

และแล้วพระเอกของเราก็มาเสิร์ฟ! Beef Wellington
จานนี้เราสั่งแบบออริจินัล ไม่ได้แอดไซส์ดิชเพิ่มนะคะ
พนักงานจะยกซอสไวน์แดงเข้มข้นมาเสิร์ฟ และราดซอสให้เราถึงที่โต๊ะเลยค่ะ
กลิ่นหอมฟุ้งลอยมาเลย ถ่ายรูปสวยอวดเพื่อนลงไอจีได้แบบปังๆ

สารภาพตามตรงว่าตอนแรกไม่ได้คาดหวังกับอาหารอังกฤษมากเท่าไหร่
แต่พอมาเที่ยวรอบนี้คืออร่อยทุกร้านเลยค่ะ! ยิ่งมาร้านเชฟระดับโลกอย่าง Gordon Ramsay
ความคาดหวังเลยพุ่งสูงปรี๊ดดด... แต่ความเห็นส่วนตัวของเรา แอบรู้สึกเฉยๆ นิดนึงค่ะ
ไม่ใช่ว่าไม่อร่อยนะคะ! รสชาติดีเลยแหละ เนื้อนุ่มละมุนลิ้นมาก ไม่มีส่วนเหนียวเลย
อบมาแบบ Medium สวยงาม แป้งพายด้านนอกก็กรอบหอมไม่อมน้ำมัน
เพียงแต่รสชาติมันยังไม่ถึงกับขั้น "แสงออกปาก" หรือว้าวขนาดนั้น
ถ้าเทียบกับราคาแล้ว สเต็กราคาเป็นมิตรอย่างร้าน Flat Iron ในเมืองลอนดอน
ยังทำให้เราฟินและคุ้มค่าคุ้มราคามากกว่านิดนึงค่ะ

แต่ก็นั่นแหละค่ะ มาลอนดอนทั้งทีก็ต้องขอลองมาสัมผัสร้านเชฟกอร์ดอนสักครั้งในชีวิต!
บวกกับการบริการระดับ 5 ดาว และบรรยากาศที่หรูหราคลาสสิกของที่นี่
ก็ถือว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปและไม่รู้สึกเสียดายเลยค่ะ
เหมาะมากๆ สำหรับใครที่อยากมาฉลองโอกาสพิเศษกับแฟน
หรือพาครอบครัวมาทานอาหารมื้อหรูหราในลอนดอนค่ะ ปักหมุดไว้ได้เลย!


ไวน์แก้วต่อมาคือ Sandeman Tawny
เนื่องจากไวน์ที่เราสั่งตอนแรกหมด พนักงานเลยนำตัวนี้มาเสนอทดแทนในราคาเท่ากันค่ะ
แต่ตัวนี้หาทานค่อนข้างง่าย รสชาติกลางๆ ทั่วไป เลยไม่ได้หวือหวาอะไรมากค่ะ 555


ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยของหวาน เค้กวอลนัทเสิร์ฟพร้อมไอศกรีม
และแผ่นแครกเกอร์กรอบๆ ทานคู่กับบลูชีสค่ะ
ตัวแครกเกอร์มีความมันๆ เค็มๆ ทานคู่กับไวน์เข้ากันได้ดีค่ะ แต่เจ้าบลูชีสนี่สิ...
เพิ่งเคยลองทานครั้งแรก แตะไปนิดเดียว กลิ่นบ่มเฉพาะตัวแรงมากกก อบอวลอยู่ในปากไปนานเลยค่ะ 555 (ใครไม่ใช่สายชีสบ่มอาจจะมีช็อก)
ส่วนเค้กวอลนัทกับไอศกรีม รสชาติพรีเมียมเข้มข้นดีค่ะ
แต่บังเอิญเราไม่ค่อยชอบวอลนัทเท่าไหร่ เลยทานไปได้แค่นิดเดียว

ไวน์แก้วสุดท้ายที่สั่งมาทานคู่กับแครกเกอร์คือ China Girl ปี 2017
สามีบอกว่ารสชาติและกลิ่นคล้ายๆ กับแก้วแรกเลยค่ะ
แต่เทียบกันแล้ว Diane de Belgrave แก้วแรกยังคงยืนหนึ่งในใจ อร่อยถูกปากที่สุด
แถมเจ้า China Girl แก้วนี้ราคาแพงกว่าแก้วแรกตั้ง 6 ปอนด์แน่ะ!

หลังจากทานเสร็จ เราเรียกเช็คบิล พนักงานก็นำขนมมาดแลน (Madeleine) อบใหม่ๆ มาเสิร์ฟให้ทานฟรีค่ะ
เนื้อนุ่ม ชุ่มฉ่ำ ไม่หวานเกินไป ทานตอนอุ่นๆ ดีงามมากเลยค่ะ

เช็คบิลออกมา รวมภาษีและค่าบริการ (Service Charge) 15%
บวกกับไวน์อีก 3 แก้ว ทั้งหมดอยู่ที่ 289 ปอนด์ (ประมาณ 11,100 บาท) ค่ะ กระเป๋าเบาหวิวเลยทีเดียว 555
แม้ว่าส่วนตัวอาจจะไม่ได้กลับมาซ้ำรอบสอง แต่ถือว่าเป็นหนึ่งในประสบการณ์มื้อหรูที่น่าประทับใจมากในลอนดอนค่ะ :)





