รีวิวทริปเชจู 4 วัน 3 คืน 2026: วันที่ 3 ตะลุยป่าซารยอนี ขี่ม้า และเกาะอูโดสุดฟิน!
ตามรอยวันที่ 3 ของทริปเชจู 4 วัน 3 คืนสุดมันส์! เราจะพาไปเดินป่าซารยอนี ขี่ม้า ชมการแสดง และนั่งเรือไปฟินที่เกาะอูโด บอกเลยว่าคุ้ม!
กำลังโหลด...
ตามรอยวันที่ 3 ของทริปเชจู 4 วัน 3 คืนสุดมันส์! เราจะพาไปเดินป่าซารยอนี ขี่ม้า ชมการแสดง และนั่งเรือไปฟินที่เกาะอูโด บอกเลยว่าคุ้ม!

วันที่ 3 แล้วแกรรร...
พอได้มาเขียนบันทึกการเดินทาง (!) แบบนี้
มันเหมือนได้ย้อนกลับไปที่นั่นอีกครั้ง
เหมือนได้ไปสัมผัสประสบการณ์นั้นอีกรอบ
โคตรฟินเลยอ่ะแก!
อาหารเช้า - ร้านขายของฝากเชจู - ป่าซาร์รยอนี - ประสบการณ์ขี่ม้า - การแสดงไอรังฮอน - หมู่บ้านพื้นเมืองซองอึบ - อาหารกลางวัน - ทัวร์อูโด - อาหารเย็น
เมื่อวานเหมือนมาเร็วไปหน่อยป่ะเนี่ย
วันนี้เลยตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้าเลยนะ
พอ 6 โมงครึ่งปุ๊บ
ก็รีบปรี่ไปกินอาหารเช้าเลยจ้าาา
แต่ทว่าาา..
คิวแม่งยาวไปถึงทางออกฉุกเฉินเลยจ้าาา
วันนั้นเลยพกมือถือไปถ่ายรูปอาหารเช้าซะหน่อย



เมนูอาหารเช้าวันนี้ก็ไม่ได้เรียบง่ายเลยนะแก 5555
มีทั้งไข่คน, ขนมปังปิ้งทาแยม+เนย, ไส้กรอก
สลัดนานาชนิด, โยเกิร์ต, ซุป, โจ๊ก และอีกเพียบ
คือขนมาแต่ของที่ชอบทั้งนั้นเลยจ้าาา
ทุกวันจะมีเมนูซุป, โจ๊ก, สตูว์ และอาหารเกาหลีอื่นๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ด้วยนะ

แล้วก็คือวันนี้เนี่ย รถจะเริ่มออกเดินทางจากโรงแรมที่เราพักก่อนใครเพื่อน
เขาบอกว่าเราต้องออกมาให้เร็วกว่าปกติ
ก็เลยกินอาหารเช้าเสร็จปุ๊บ รีบเก็บกระเป๋าเตรียมออกไปข้างนอกเลยจ้าาา
ร้านขายของฝากเชจู
โปรแกรมแรกของเราคือร้านขายของฝาก
พอขึ้นรถบัสปุ๊บ รูปที่ถ่ายเมื่อวาน
เขาก็ปริ้นท์ออกมาให้แต่ละทีมเลยจ้าาา
คือแบบว่าซึ้งใจสุดๆ
แถมรูปออกมาสวยมาก เลยโคตรภูมิใจเลยอ่ะ!
ระหว่างทางไปร้านของฝากเนี่ย
ไกด์ของเราก็อธิบายอะไรอีกเพียบ
เขาบอกว่าร้านของฝากร้านนี้คือช่วยทำยอดให้ไกด์ได้เยอะเลยนะ
ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ช่วยอุดหนุนอะไรสักหน่อย
ที่เอารูปมาให้เนี่ยก็เหมือนเป็นสินบนกลายๆ นั่นแหละ 555
ปกติเขาก็เป็นคนสบายๆ อยู่แล้วนะ
พอมาพูดแบบตรงๆ แบบนี้
คือรู้สึกเลยว่าต้องซื้ออะไรสักอย่างกลับไปแล้วแหละ!
สมแล้วที่เป็นมือโปร.....
พูดเก่งเบอร์สิบไปเลยจ้า
นอกเหนือจากของที่หาซื้อที่อื่นได้ทั่วไปแล้ว
เขายังบอกอีกว่ามีของบางอย่างที่ถ้าซื้อที่นี่จะดีเป็นพิเศษนะ
เดี๋ยวตอนบ่ายก่อนกลับเราจะไปตลาดสินค้าเกษตรและประมงกัน
ถ้าใครอยากซื้อช็อกโกแลตอะไรแบบนี้ ให้ไปซื้อที่นั่นเลยนะ
เดี๋ยวเขาก็จะบอกอีกว่าควรซื้ออะไรบ้าง
1. หนังม้า
ไกด์บอกว่ากระเป๋าเป้ที่เขาใช้อยู่ตอนนี้ก็เพิ่งเปลี่ยนมาใช้หนังม้าเนี่ยแหละ
เพราะมันเบามากแล้วก็ทนสุดๆ เขาว่าของที่ทำจากหนังม้าเนี่ยดีงามเลยนะ
เขาก็บอกให้ลองยกดูสิ
คนนั่งข้างหน้าก็ลองจับๆ ยกๆ ดู 555
โดยเฉพาะถ้าสะพายเป็นเป้เนี่ย มือก็จะว่างสบาย
เขาก็ใส่เข็มขัดหนังม้ามาให้เราดูด้วยนะ
บอกว่าดีไซน์เรียบๆ เหมาะกับผู้ชาย ซื้อเป็นของขวัญได้เลย
(ไกด์เล่าเรื่องคังโฮดงแล้วบอกว่า ของที่มีรูปม้าหรือเกี่ยวกับม้าเนี่ยจะนำพาโชคดีให้ชีวิตรุ่งเรือง
เป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภที่พุ่งทะยานไปข้างหน้า
เลยบอกให้ซื้อของที่เกี่ยวกับม้าติดไม้ติดมือไปนะ
(สามีเราเองก็พวงกุญแจรูปม้าที่เราได้จากการตอบคำถาม
เอาไปห้อยกระเป๋าโน้ตบุ๊กอยู่เลยนะ~
แอบน่ารักดี 555)
2. อเมทิสต์
อเมทิสต์เนี่ยเป็นหนึ่งในห้าอัญมณีล้ำค่าของโลกนะ
อย่าได้เสียเงินไปซื้อจากต่างประเทศเชียว!
เขาบอกว่าซื้อที่เชจูดีกว่าเยอะ
มันช่วยบล็อกคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ด้วยนะ
แล้วก็ปล่อยรังสีอินฟราเรดคลื่นยาวออกมา ซึ่งดีกับคนที่เป็นโรคหัวใจ
ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นด้วย
ส่วนเจอร์เมเนียม เขาบอกว่าไม่มีผลอะไรหรอกนะ
ถ้าอยากเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ให้เพิ่มอุณหภูมิร่างกายขึ้น 1 องศาเซลเซียสใช่ป่ะ?
เขาก็เล่าเรื่องแบบนี้ให้ฟังด้วย
(มีหนังสือเกี่ยวกับการเพิ่มอุณหภูมิร่างกายอยู่ด้วยนะ)
3. น้ำมันดอกคามิเลีย, แชมพูสาหร่ายกำแท, หินแมกมาฮึกกีซอก
น้ำมันดอกคามิเลียเนี่ย ทั้งหอมแล้วก็ดีต่อผิวด้วย
เขาก็บอกให้ซื้อเพราะมันมีแบบเครื่องสำอางด้วยนะ
แชมพูสาหร่ายกำแทก็ดีเหมือนกันนะ
เขาบอกว่ามันช่วยเรื่องผมร่วงด้วยล่ะแก
แต่แชมพูสาหร่ายกำแทเนี่ย ใช้แค่ครั้งสองครั้งก็ไม่รู้ผลหรอกนะ
ต้องใช้ต่อเนื่อง 6 เดือนขึ้นไป ผมถึงจะเยอะขึ้น
แล้วหนังศีรษะก็จะแข็งแรงด้วย
ส่วนหินแมกมาฮึกกีซอกเนี่ย
เขาบอกว่าถ้าซื้อพวงกุญแจรูปม้าหรืออะไรที่เกี่ยวกับหินนี้จะช่วยให้โชคดีขึ้นนะ
(สารภาพว่าอันนี้ไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่
หรือสมาธิหลุดไปแล้วก็ไม่รู้
เลยเขียนๆ ไปแล้วก็หยุดกลางคัน 555)
จำไม่ค่อยได้แล้วจริงๆ... 😭😭😭)


สรุปแล้ว
พวกเราก็สอยแชมพูสาหร่ายกำแทมาด้วยจ้าาา
ขวดละประมาณ 800 บาท มั้งนะ
เพราะราคาเท่ากับที่ขายออนไลน์เลยจัดมา
ตอนแรกก็ว่าจะซื้อแชมพูสาหร่ายคอมบุเพราะเขาว่าดี
แชมพูสาหร่ายคอมบุก็ราคาประมาณเจ็ดร้อยกว่าบาทเหมือนกัน
แล้วก็มีของเกี่ยวกับดอกคามิเลียกับดอกไฮเดรนเยียอีกหลายอย่างเลยที่สอยมา
ส่วนเด็กๆ ก็ซื้อพวงกุญแจอะไรแบบนี้ไป
ยังไงการใช้เงินก็สนุกที่สุดแล้ววว!
แชมพูสาหร่ายกำแทยังไม่ได้ลองใช้เลยนะ
แต่ไม่รู้ทำไมถึงแอบลุ้นไปกับสามีอยู่เนี่ย 🤣
เส้นทางป่าซารยอนี
แล้วเราก็ไปกันต่อที่เส้นทางป่าซารยอนีเลยจ้า
โชคดีสุดๆ ที่ตอนแรกได้ยินว่าแถวภาคกลางฝนตกหนักมาก
แต่วันนั้นฝนไม่ตกเลยนะ!
แถมยังเหมือนท้องฟ้ากำลังจะสดใสขึ้นหลังฝนหยุดซะอีก!
ต้นซารยอนีเนี่ยนะ มันคือต้นสนซีดาร์ เขาเล่าว่าที่ญี่ปุ่นคือเยอะแยะไปหมดเลย
จริงๆ คือปลูกไว้เพื่อบังลมนะ แต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิเนี่ยละอองเกสรเยอะจัดๆ เลยจ้า
บางคนถึงกับแพ้ละอองเกสรหนักมากจนทรมานเลยก็มีนะ!
ก็ไปแหละ เพราะมันดังมากกกก
ด้วยความที่ต้นสนซีดาร์มันสูงและตรงเป๊ะตามสไตล์ของมัน
พอเข้าไปในป่าแล้วคือสดชื่นมากกก แถมยังสวยสุดๆ ไปเลย!




เดินเล่นอยู่แถวนั้นประมาณ 30-40 นาที
ถ่ายรูปเสร็จก็ออกมาเลย
(กลัวตามทีมไม่ทัน เลยเดินมองโน่นมองนี่ไปเรื่อยๆ 555)
แน่นอนว่ารูปที่ได้คือสวยปังมากนะยูว์
รูปถ่ายสวยๆ สุดปังของเด็กๆ ก็ได้มาเพียบเลยแหละ



ประสบการณ์ขี่ม้า
แล้วเราก็บึ่งไปที่โซนขี่ม้ากันต่อเลยจ้า
ทุกคนคือยืนต่อแถวรอกันแบบนี้เลย
สงสัยรถบัสเราจะมาสายไปนิดนึงมั้งเนี่ย;

เขาให้ใส่หมวก แล้วก็เอาของส่วนตัวไปเก็บไว้ในตะกร้าอีกใบนะ
แล้วก็ไปต่อคิวกันเลย!
ใครไม่อยากขี่ม้า ก็ไม่ต้องขี่ก็ได้นะ
มีช่างภาพคอยถ่ายรูปให้ทีละครอบครัวด้วยนะ
คือเขาอัดรูปใส่กรอบให้เลยจ้า
ขายอยู่ที่ประมาณ 800 บาท
โคตรแพงเลยอ่ะแก;;;;
(ถ้าไม่แพงเบอร์นี้คงซื้อเป็นที่ระลึกไปแล้วนะ....)
พวกเราก็แค่ถ่ายรูปตอนขี่ม้าจากไกลๆ ก็พอแล้ว
(กะว่าจะเอาไปเขียนบล็อกไงล่ะ)
เลยแยกกันไปต่อคิวเป็นคู่ๆ เลย
จะได้ผลัดกันถ่ายรูปให้กันไงล่ะ....
แต่ทีหลังเขามาถามว่าทำไมครอบครัวเราถึงแยกกันขี่ม้าล่ะค้าาาㅠㅠ
ขอโทษจริงๆ ค่าาา;;



กิจกรรมขี่ม้าเนี่ยนะ คือจะมีคนคอยจูงม้าให้เดินวนแค่รอบเดียว
คือขี่แป๊บเดียวเอง (ประมาณ 10 นาทีได้มั้ง?) แล้วก็ลงจากหลังม้าแล้ว
(ขอโทษนะน้องม้าาาาㅠㅠ)
คนที่จูงม้าก็ดูเหนื่อยเอาเรื่องอยู่นะ
แถมม้าเองก็น่าจะเหนื่อยเหมือนกันแหละ.....
แครอทสำหรับเป็นอาหารม้าก็ขาย 2 ชิ้นประมาณ 20 บาท
ก็ว่าจะให้เด็กๆ ได้ลองป้อนแครอทม้าดูอยู่หรอก
แต่ต้องรีบขึ้นรถบัส ก็เลยอดป้อนเลยจ้า
การแสดง Arirang Hon
หลังจากขึ้นรถบัสเสร็จแล้ว
ก็ไปดูโชว์ Arirang Hon กัน
ปกติแล้วทีมแสดงจากต่างประเทศจะชอบมาแสดงละครสัตว์กันเยอะแยะเลย
แต่เขาบอกว่าการแสดงของประเทศเราก็กำลังบูมขึ้นเรื่อยๆ นะ
แล้วยังบอกอีกว่าจะสนุกมากๆ เลยล่ะ!


พอเขาบอกว่ามันคือโชว์เทควันโด
(คือที่อพาร์ตเมนต์ของเราก็เคยมีโชว์แบบนี้มาหลายครั้งแล้วอ่ะ)
ก็เลยแบบ... ไม่ได้คาดหวังอะไรเล้ยยยย;;
แต่ทว่า... สนุกกว่าที่คิดไว้มากเว่อร์เลยแก!
แถมยังรู้สึกภูมิใจแบบบอกไม่ถูกเลย
พอเห็นคนหนุ่มสาวในประเทศเราตั้งใจทำกันเต็มที่ขนาดนี้แล้ว
ก็เลยหวังว่ามันจะประสบความสำเร็จมากๆ เลยนะ
การแสดงเทควันโด (มีทั้งพุมเซ, การโชว์ทุบกระดาน ฯลฯ)
มีฉากฮาๆ สั้นๆ ด้วยนะ,
แถมยังมีนักเต้นออกมาโชว์อีกด้วย!



ตกแต่งได้แน่นกว่าที่คิดเยอะเลย
ดีกว่าดูละครสัตว์เยอะ
(พอได้ดูละครสัตว์แล้ว
ไม่รู้ทำไมเด็กเล็กๆ ออกมาแสดงก็จริง ดูแปลกตาดี
แต่บางทีก็รู้สึกแปลกๆ ไม่ค่อยสบายใจนิดหน่อย)
หมู่บ้านพื้นเมืองซองอึบ (Seongeup Folk Village)
หมู่บ้านพื้นเมืองซองอึบเป็นที่ที่ยังคงอนุรักษ์บ้านหลังคามุงจากแบบดั้งเดิมของเชจูและวัฒนธรรมไว้ได้อย่างดีเลย
เพราะว่าเป็นที่ที่ชาวเชจูอาศัยอยู่จริงๆ
เค้าบอกว่าแต่ละบ้านจะผลัดเปลี่ยนกันออกมาช่วยประชาสัมพันธ์แบบนี้แหละ
ที่นี่ไม่เกี่ยวกับยอดขายของไกด์นะ
เค้าบอกว่าถ้าจำเป็นก็ซื้อได้เลย


แต่เข้าไปดูข้างในบ้านหลังคามุงจากจริงๆ ไม่ได้นะ
ได้แค่แอบมองดูภายนอกเฉยๆ ㅠㅠㅠㅠㅠ
ใช่แล้ว....ที่นี่ก็เป็นแหล่งช้อปปิ้งอีกแล้วครับท่าน
เค้าบอกว่าคราวนี้เป็นที่สำหรับชาวเชจูโดยเฉพาะ
มีชาวเชจูคนนึงที่รับหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ออกมารับหน้าที่ดูแลทีมเรา
เราก็เดินตามเค้าไปอีกแล้ว
เค้าก็เล่าเรื่องวัฒนธรรมแฮนยอให้ฟังแป๊บหนึ่ง (บอกว่าตอนนี้ก็ยังมีแฮนยออายุเกิน 90 ปีอยู่ที่หมู่บ้านนี้ด้วยนะ)
และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตที่น่าสงสารของผู้หญิงเชจูจากเหตุการณ์ 4.3 ของเกาะเชจูด้วยนะ
แล้วก็เล่าเรื่องยีออโด ซานาให้ฟังด้วย (ถึงแม้ไกด์จะเคยอธิบายไปแล้วก็เถอะ)
ชีวิตของแฮนยอต้องดิ้นรนมาก
ก็เลยสร้างเกาะในอุดมคติขึ้นมาแล้วก็ร้องเพลงกัน
จากเหตุการณ์ 4.3 ผู้ชายเสียชีวิตไปถึง 3 หมื่นคนเลยนะ
(คือจดมามั่วๆ แหละ ไม่รู้เป๊ะรึเปล่านะ..)
แล้วก็ต้องทำพิธีเซ่นไหว้ถึง 50-70 ที่อะไรทำนองนั้น
ก็เลยต้องซ่อนตัวอยู่ในภูเขาหรือถ้ำเพื่อใช้ชีวิต
ผู้ชายเลยเป็นที่หายาก ผู้หญิงก็เลยต้องดูแลตัวเองและใช้ชีวิตเอาเอง
คนที่อธิบายก็บอกว่ามีแม่สามี 3 คนเลยนะ
แต่ที่นั่นไม่มีวัฒนธรรมการทำพิธีเซ่นไหว้ (เชกี) หรือการทำกิมจังนะ
เพราะเป็นผักกาดขาวที่อมน้ำเลยต้องทำคอทจอรี (กิมจิแบบสดๆ) กิน แล้วก็ไม่มีวัฒนธรรมเครื่องเคียงด้วยนะ....
ที่เชจูขาดแคลนน้ำ เลยต้องไปตักน้ำพุร้อน (ปัจจุบันคือแซมดาซู) มาใช้
หลังจากไปหาของทะเลแล้ว ถ้าต้องไปตักน้ำพุร้อนใส่ไหมาอีก มันหนักแล้วก็เหนื่อยมากเลย
ถ้าบอกให้ผู้ชายแบก นั่นหมายความว่าจะหย่ากันเลยนะ
เพราะผู้ชายหายาก ผู้หญิงก็เลยต้องรับผิดชอบทุกอย่างเองหมด
พวกแฮนยอคลอดลูกแล้วก็พักฟื้นร่างกายได้ไม่เต็มที่
เลยกินรกม้ากับกระดูกม้า
ซึ่งทำให้ไม่มีอาการปวดกระดูก และยังช่วยเพิ่มอุณหภูมิร่างกายด้วยนะ
เค้าบอกว่าตอนนี้ก็ยังมีคนเลี้ยงม้าเยอะ (เพื่อขุนม้าแคระเชจู)
ม้าตัวนึงเริ่มต้นที่ประมาณ 696,100 บาท เลยนะ....
เค้าบอกว่าคนรวยม้ามีเยอะมาก บางคนมีม้าเป็นมูลค่าถึงประมาณ 41,763,300 บาท เลยนะ~
รวยม้ากันจริงจริ๊ง!
เกาะเชจูเป็นเกาะภูเขาไฟเลยขาดแคลนน้ำ ทำให้การเกษตรไม่ค่อยดีนัก
เพราะไม่มีฟางข้าว เลยใช้หญ้าคามาทำหลังคาแทน
แล้วก็มีหนอนด้วงเยอะบนหลังคา เลยต้องเปลี่ยนหลังคาทุกปีเลยนะ
แต่หนอนด้วงพวกนี้ไม่ได้มาจากดิน (แต่เป็นด้วงหนวดยาว) มันสะอาด
เค้าบอกว่าเอามาทำเป็นยาแล้วก็กินด้วยนะ
แล้วก็
เค้าก็แนะนำผลิตภัณฑ์พวกยาบำรุงกระดูกม้า, ยาบำรุงหนอนด้วง, แล้วก็ผลิตภัณฑ์โอมิจาให้ฟัง
ส่วนมัลกล (สารสกัดจากกระดูกม้า) เค้าบอกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมกับรกม้าด้วย
บอกว่ามีแค่เดือนพฤษภาคม-มิถุนายนเท่านั้น แล้วก็ให้ลองชิมเยอะเป็นพิเศษด้วยนะ
เค้าบอกว่าให้กินเนื้อมาด้วย กินแบบซาชิมิดีที่สุดเลยนะ
บอกว่าดีต่อคนที่เป็นโรคเกาต์มากๆ เลย
โอมิจาก็มีสรรพคุณดีด้วยนะ
ส่วนโสมป่าเพาะเลี้ยงต้องขายที่ซอกวีโพเท่านั้น ขายที่นี่ถือว่าผิดกฎหมายเลย
ดีต่อผู้ที่เป็นเส้นเลือดขอดด้วยจริงๆ นะ
ดีต่อโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด และดีต่อระบบภูมิคุ้มกันด้วย
ฟังไปฟังมาก็อยากซื้อให้พ่อแม่เลย
ที่นี่ก็มี ยาบำรุงกระดูกม้า, เครื่องดื่มโอมิจา, ยาบำรุงหนอนด้วง
ให้ลองชิมลองดื่มด้วย
พอฟังเรื่องราวไปเรื่อยๆ
หูผึ่งสุดๆ ไปเลย~~
แต่ราคาก็ประมาณ 9,300 บาท ㅠ
เดิมทีเค้าเสนอจะขายให้รัฐบาลที่ประมาณ 20,900 บาท แบบนี้แหละนะ
แต่ลดเหลือ 40 (ประมาณ 9,300 บาท) แล้วนะ
ยาบำรุงหนอนด้วงก็ประมาณ 9,300 บาท.......
พวกเราไม่มีตังค์ เลยไม่ได้ซื้อครับ/ค่ะ ฮ่าๆ
พอได้ยินราคาปุ๊บก็ตัดใจได้ทันทีเลย ฮ่าๆๆ
แต่ก็มีคนอื่นที่มีกำลังซื้อเยอะ เลยซื้อกันไปเยอะเลยนะ



เค้าบอกว่าตำแหน่งมือของหินฮารือบังเนี่ย จะบอกได้ว่าเป็นข้าราชการฝ่ายบุ๋นหรือฝ่ายบู๊
สรุปว่าที่หมู่บ้านพื้นเมืองซองอึบเนี่ย มัวแต่ฟังเค้าอธิบายผลิตภัณฑ์
เลยไม่ได้เที่ยวชมหมู่บ้านอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย;;;;
ได้แต่ฉาบฉวยผิวเผินเหมือนเลียเปลือกแตงโมมาเท่านั้นแหละ
พอคิดดูอีกที ก็ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้วสิ
โอเย~~
ชอบเวลาข้าวเที่ยงที่สุด!!! (หิวแล้วจ้าาา)
อาหารกลางวัน
หมูย่างพุลโกกิพื้นเมือง & มักกอลลีข้าวฟ่าง
ตอนที่เราเข้าไปน่าจะเป็นประตูข้างมั้ง
ก็เลยไม่เห็นป้ายร้าน



อ่อ ออกมาดูทีหลังถึงรู้ว่าชื่อร้าน 'วังอิลบอนจี' อ่ะแกรรร

นี่คือเมนูทเวจีบุลแบ็ก (หมูผัดซอสสไตล์เกาหลี) ที่ใส่ผักกูดมาด้วยนะแกรรร
ผักกูดคือนุ่มนิ่ม ละมุนลิ้นมาก อร่อยสุดๆ!
ส่วนมักกอลลีลูกเดือยก็มาจ้าาา
แต่สามีฉันคว้าไปคนเดียวเลยจ้าาาาา~
เครื่องเคียงก็คืออร่อยเกือบทุกอย่างเลยนะ
แล้วกลัวว่าเด็กๆ จะไม่มีอะไรกิน
คุณไกด์เลยจัดไข่ดาวกับสาหร่ายให้เด็กๆ เป็นพิเศษเลยจ้า
(ซึ้งมากกกก~)


พอทานข้าวเสร็จ บางคนก็คือ...
ซื้อผักกูดจากที่นี่กลับบ้านไปด้วยเลยจ้า
(แต่ฉันทำอาหารไม่เป็นไง เลยขอบายไปก่อนนะแก~)

นั่งรถบัสไปต่ออีกแป๊บเดียว
ก็เจอทุ่งบัควีทสุดลูกหูลูกตาเลยแก!
(คุณไกด์บอกให้ดูข้างๆ เลยนะ!)
แกคือมันขาวเหมือนมีคนเอาเกลือไปโรยไว้ทั้งทุ่งเลยอ้ะ



อูโด (Udo)
และแล้วก็ถึงคิวที่เราจะได้ไปเที่ยวเกาะอูโดกันแล้วแก!
ถึงแม้เมฆจะเยอะขึ้นกว่าเดิมและลมจะแรงนิดๆ
แต่อากาศก็คือดีงามพระรามแปดมากเว่อร์!
ไปขึ้นเรือข้ามฟากกันเล้ยยยย~



คือนักท่องเที่ยวต่อแถวกันยาวเฟื้อยเลยนะ
แต่พอขึ้นเรือปุ๊บก็ถึงปั๊บเลยแก

เรือที่จะพาเราไปเกาะอูโดเนี่ย
เป็นเรือที่ขนรถยนต์ไปด้วยได้ไง ตัวเรือก็เลยใหญ่เบิ้มเลยจ้า
แล้วเรือก็แล่นช้าๆ ชิลๆ
เด็กๆ ก็บ่นอุบว่าเรือสำราญเมื่อวานสนุกกว่าอีกฮะ;;;;


แป๊บเดียวเราก็มาถึงเกาะอูโดแล้ววว
พอลงเรือที่เกาะอูโดปุ๊บ เราก็ย้ายไปขึ้นรถบัสอีกคันทันทีเลยนะ
จากนี้ไป เราก็จะได้ใช้รถบัสคันนี้นั่งเที่ยวรอบเกาะอูโดกันแล้วจ้า



เกาะอูโดเนี่ยคือเกาะที่ใหญ่ที่สุดเลยนะแก
แล้วที่ชื่ออูโด (Udo) ก็เพราะว่ารูปร่างของเกาะมันเหมือนวัวไงล่ะ
ได้ยินมาว่าที่นี่ปลูกถั่วลิสงเยอะมาก
(แต่คนขับพูดเบามากจนฟังแทบไม่รู้เรื่องเลยแกเอ๊ยยย;;)
ได้เห็นกำแพงหินที่เรียงรายสวยงาม
แล้วที่นี่ก็มีน้องม้าให้เห็นอีกแล้วนะแก
พอลงจากรถปุ๊บ ก็พุ่งตัวไปหาไอศกรีมถั่วลิสงปั๊บเลยจ้าาา


ไกด์บอกว่าไอศกรีมถั่วร้านนี้พีคสุดๆ ไปเลย
เลยพาเรามาที่นี่เลย
ก็ไกด์เรามือโปรนี่เนอะ...
แต่ว่า...
ที่นี่เนี่ยสิ
ถ้าจ่ายบัตรอ่ะ เขาจะคิด VAT แยกนะจ๊ะ;;;;
(เดี๋ยวนี้ยังมีร้านแบบนี้อีกเหรออออ;;;)
โชคดีที่ไกด์ใจดีให้ยืมตังค์ เลยได้จ่ายเป็นเงินสดไปนะ
ฉันกับเด็กๆ ก็สนุกสุดเหวี่ยงเลย

ส่วนฉันก็ถ่ายรูปไปกินไป
เด็กๆ ถึงจะกินถั่วเหลือไปหน่อย
แต่ลูกคนเล็กที่ไม่กินถั่วเนี่ย ดันกินถั่วได้ด้วยนะ มันน่าทึ่งสุดๆ เลยอะ
แล้วเราก็เดินไปอูโดบงกันเลย!
หยิบไม้เซลฟี่ออกมาถ่ายรัวๆ เลยจ้า
รูปออกมาดีงามเลยนะ
ตรงนี้ก็เก็บภาพสวยๆ ไปได้หลายรูปเลย
ลมแรงมากกกก พัดผมบังหน้าหมดเลยจ้า
ขอบคุณนะจ๊ะ~ อิอิ
หาดกอมมัลเลนี่นะ
หมอกทะเลก็เยอะเว่อร์
เขาบอกว่าถ้ำมันเป็นรูปหน้าคนนี่นา;;;;
แต่หาไม่เจออ่ะะะะ....
ถ่ายรูปกับเด็กๆ รัวๆ ไปอีก
ระหว่างทางก็แวะร้านของฝาก แล้วก็ขึ้นรถบัสต่อ


ลมแรงแบบสุดๆ
ฉันก็เลยได้รูปผมผีสางมาเลยจ้า
เพราะกลัวหมวกปลิว เลยถอดออก
สภาพผมเลยเหมือนไม้กวาดซะงั้น...

ขึ้นรถบัสแล้วไปกันต่อโลด
หาดซานโฮ
มาถึงหาดชื่อแปลกๆ ที่ดังในอูโดแล้วจ้า
(ในโน้ตจดไว้ว่า 'หาดฮงโดดังกเวมูซึน' อะไรสักอย่างนี่แหละ 555)
มันคือ "หาดฮงโจดังกเวแฮบิน" นั่นเองค่าาา 555
เป็นหนึ่งใน 8 สิ่งมหัศจรรย์ของอูโด ที่เป็นหาดซึ่งเกิดจากการทับถมของปะการังสีแดง (หรือสาหร่ายสีแดงที่เหมือนปะการัง) ที่ถูกคลื่นซัดมานั่นเอง
หาดฮงโจดังกเวแฮบินนี้ยังถูกเรียกว่า "ซอบินแบกซา" ด้วยนะ
ส่วน "ซอบินแบกซา" ก็คือวิวหาดทรายขาวนั่นเอง
เขาบอกว่ามีแค่ 3 ที่ทั่วโลกเท่านั้นนะ แต่จำไม่ได้เลยลองหาดู
ถึงกับห้ามนำออกไปเลยนะ
ขนาดเข้าในรองเท้ายังต้องเขี่ยออกให้หมดก่อนออกมาเลยนะ 555
ลูกสาวคนโตฉันนี่ตกใจ รีบสะบัดรองเท้าใหญ่เลย 555
หาดที่เกิดจากการทับถมของปะการังสีแดงที่ถูกคลื่นซัดมาตามชายหาด เรียกว่า "หาดฮงโจดังกเวแฮบิน"
ตะกอนที่ก่อตัวเป็นหาดของอูโดเกือบ 100% ประกอบด้วยปะการังสีแดงเหล่านี้เท่านั้น ซึ่งมีคุณค่าทางวิชาการสูงมาก
ในเกาหลี ตะกอนที่ประกอบด้วยปะการังสีแดงเท่านั้น พบได้เฉพาะที่เกาะอูโด จังหวัดเชจูเท่านั้น
และเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากมากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีที่ตะกอนชายหาดรอบเกาะภูเขาไฟอย่างเกาะเชจู ประกอบด้วยปะการังสีแดงเหล่านี้เท่านั้น ถือเป็นกรณีเดียวในโลกเลยทีเดียว
[สารานุกรม Naver]
มีพวกสาหร่ายทะเลคล้ายสาหร่ายมิยอกลอยมาเกยหาดอยู่เต็มเลย
ก็เลยถ่ายรูปเล่นกันอยู่ตรงข้างบนนี่แหละ





เราใช้เวลาเล่นและถ่ายรูปกันอยู่ตรงนี้นานเลย
เด็กๆ ถ่ายรูปออกมาดูดีเสมอเลยอะ~
ท่าโพสของฉันตอนถ่ายรูปเด็กๆ ไง 555
(ไกด์ถ่ายให้จ้ะ)
ถึงเวลาไปกินข้าวเย็นแล้วนะ
ไม่รู้ว่าเหนื่อยกันเบอร์ไหนนะ แต่หลับสลบเหมือดในรถบัสไปเลยจ้า...
มื้อเย็น: โจ๊กหอยเป๋าฮื้อ
โจ๊กหอยเป๋าฮื้อนี่คือได้เป็นของแถมอยู่แล้วนะ
ส่วนซาชิมิ ถ้าอยากกินอะไรก็เดินไปหยิบมาได้เลย
แล้วเขาจะเดินเอาเครื่องรูดบัตรมาคิดเงินให้ถึงโต๊ะเลยจ้า
ไกด์เราแนะนำซาชิมิปลาแมคเคอเรลแบบสุดๆ
บอกให้รีบไปตักซาชิมิปลาแมคเคอเรลก่อนเลย... (ประมาณ 700 บาท)
ส่วนใหญ่จานนึงก็ประมาณ 500-700 บาท
แต่พวกเราไม่ใช่สายซีฟู้ดไง
สามีฉันเลยหยิบแค่โซจูกับปลาหมึกดิ้นได้มา
ลูกคนเล็กก็หลับไม่ตื่นเลยจ้า
ส่วนลูกสาวคนโตก็กินปลาหมึกดิ้นได้ไปแค่ไม่กี่ชิ้น แล้วก็บอกว่าจะไม่กินโจ๊กหอยเป๋าฮื้อซะงั้น ㅠㅠ
ฉันกับสามีเลยกินกันไปคนละสองชามเลยจ้า
โจ๊กหอยเป๋าฮื้ออร่อยเด็ดมากกกก


และตอนนี้ก็ได้เวลากลับโรงแรมแล้ววว!!
(ส่วนเด็กๆ พอถึงโรงแรมก็ไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ
มาม่าถ้วยกับข้าวปั้นสามเหลี่ยมกินกันสบายใจเลยจ้าาา ;)
สรุปว่าวันนี้ก็จัดเต็มอีกวันไปเลย!
ดูข้อมูลรถเช่าเชจูที่นี่!
ไกด์แนะนำผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์, อเมทิสต์, น้ำมันคาเมเลีย, แชมพูสาหร่ายทะเล และหินแมกมาสีดำ แชมพูสาหร่ายทะเลระบุราคาไว้ที่ ประมาณ 800 บาท ต่อขวด ซึ่งเท่ากับราคาออนไลน์
เราใช้เวลาประมาณ 30-40 นาทีในการสำรวจเส้นทางป่าซาร์ยอนี ซึ่งประกอบด้วยต้นซีดาร์ ทำให้เป็นสถานที่ที่สดชื่นและเหมาะสำหรับการถ่ายรูป ในฤดูใบไม้ผลิอาจมีละอองเกสรจำนวนมากซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้
ในระหว่างประสบการณ์ขี่ม้า มีช่างภาพถ่ายรูปแต่ละครอบครัว และค่าใช้จ่ายสำหรับการพิมพ์และใส่กรอบรูปคือ ประมาณ 800 บาท ประสบการณ์นี้เป็นการที่เจ้าหน้าที่จูงม้าเดินเป็นวงกลม ใช้เวลาประมาณ 10 นาที
ที่หมู่บ้านพื้นเมืองซองอึบ ได้มีการแนะนำยาบำรุงกระดูกม้า (Malgolhwan) และยาบำรุงตัวอ่อนด้วง (Gumbenghwan) โดยแต่ละอย่างมีราคา ประมาณ 9,300 บาท และกล่าวว่า Malgol เป็นผลิตภัณฑ์พิเศษที่มีเฉพาะในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนเท่านั้น
ที่ร้านไอศกรีมถั่วลิสงที่ไกด์แนะนำ มีการคิดภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมสำหรับการชำระด้วยบัตรเครดิต ควรอชำระด้วยเงินสด และหากไม่มีเงินสด ไกด์สามารถช่วยเหลือในการชำระด้วยเงินสดได้

มาเชจูทั้งที ต้องพักพูลวิลล่าส่วนตัว Aewol The Sunset Resort ที่แอวอล! ฟินกับสระว่ายน้ำรูฟท็อปวิวทะเลแบบจุกๆ พร้อม Floating Breakfast สุดอลังการ ห้ามพลาดเลย!

รีวิวร้านอาหารสนามบินช็องจู อัปเดตล่าสุดปี 2026 ชี้เป้าพิกัดของกินเล่นชั้น 1 และมื้อหลักสุดฟินชั้น 2 อิ่มอร่อยสะดวกรวดเร็วก่อนบินไปเที่ยวเกาะเชจู!

ใครมาเชจูห้ามพลาด! หาดโคแนน ชายหาดเล็กๆ ทางตะวันออกที่น้ำใสเหมือนกระจก เหมาะกับสายสโนว์เกิลและสายคาเฟ่สุดๆ ถ่ายรูปยังไงก็ปัง!

ใครมาเชจูแล้วอยากซดซุปร้อนๆ ชามใหญ่ รสชาติจัดจ้าน ห้ามพลาด 순풍해장국 ฮัมด็อก! ที่นี่มีเมนูเด็ดโคซารียุกแนทัง ที่คนดังยังต้องมาลอง

รีวิว Haejigae Cafe คาเฟ่ฮันอกริมทะเลแอวอล เกาะเจจู แหล่งเช็คอินสุดฮิตวิวพระอาทิตย์ตกหลักล้าน พร้อมเบเกอรี่ส้มฮัลลาบงสูตรโฮมเมดที่สายคาเฟ่ห้ามพลาด!

พาเช็คอิน 'หินชางกม' (Changkkom Rock) พิกัดถ่ายรูปสุด Unseen ของเกาะเชจู ปี 2026 รูหินธรรมชาติที่มองเห็นวิวเกาะทารยอโด ตามรอยซีรีส์ดัง อูยองอู ห้ามพลาดเลย!